วันเดียวจบ “เรยาวิค” ไอซ์แลนด์

 

วันเดียวจบ “เรยาวิค” ไอซ์แลนด์

 

 

การเดินทางไปเรยาวิคสำหรับคนไทย จะลงเครื่องที่กรุงออสโล เมืองหลวงของนอร์เวย์ จากนั้น จึงนั่งเครื่องบินของสายการบินนอร์วีเจียน แอร์ไลน์ ประมาณ 2 ชม. ก็ไปถึงเมืองหลวงของไอซ์แลนด์ที่เรียกว่า เรยาวิค 

สนามบินมีขนาดกลาง และเมื่อออกมาตรงทางออก ก็มีขนาดย่อส่วนลงมาอีก เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวนมาก และคนไทยแค่วันนั้นวันเดียว ก็เกือบ 30 ชีวิต แล้ว แบ่งออกเป็น 2-3 กลุ่ม ต่างมีแผนมาขับรถเที่ยวทั้งสิ้น

ด้านนอกสนามบิน มีคนท้องถิ่น มีรอรับนักท่องเที่ยว เป็นส่วนใหญ่ คนท้องถิ่น เดินทางน้อยมาก สำหรับฉัน จองรถยนต์ไว้สำหรับขับเที่ยว เมื่อโทรประสานงานกับศูนย์รถเช่าแล้ว ก็มีเจ้าหน้าที่มารับ เพื่อไปยังออฟฟิศรับรถที่ห่างออกไป ประมาณนั่งรถ 5 นาที

 

 

บริษัทให้เช่ารถเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว การท่องเที่ยวไอซ์แลนด์เฟื่องฟูจริงๆ เมื่อฉันได้รถแล้ว นำมาลองขับ ก็พบว่าพวงมาลัยแข็ง จึงยอมเสียเวลากลับไปเปลี่ยนรถ บริษัทไม่เปลี่ยนรถให้ แต่นำไปตั้งระบบใหม่ และนำรถคันเก่าให้ใช้

จากสนามบินขับเข้าตัวเมือง ประมาณ 30 นาที ที่เที่ยวก่อนถึงตัวเมืองหลวง ก็คือ ทุ่งลาวาหิน ซึ่งเป็นทัศนียภาพแปลกตา เหมือนเที่ยวไปยังถิ่นอันไกลโพ้น พื้นดินมีกลิ่นกำมะถัน จากแร่ธาตุใต้ดิน ที่ประทุออกมาเป็นไอน้ำร้อน ให้เราเห็น ท่ามกลางความเวิ้งว้าง ไร้สิ่งก่อสร้าง และผู้คน บนถนนเส้นเดียว ที่ทอดผ่านไปไกล

 



เมื่อเข้าสู่ตัวเมือง เราเช่าที่พักจาก AIRBNB เป็นบ้านทาวเฮ้าส์ ทำเลแถบ Old Harbour Area มีที่จอดรถหลังบ้านเลย กุญแจบ้านจะอยู่ในกล่องไปรษณีย์ที่มีโค้ต มาให้เรากด เมื่อกดได้กุญแจแล้ว ก็เอากุญแจมาไขเข้าบ้าน ภายในบ้านมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกทุกอย่าง และห้องครัวน่าทำกับข้าว ที่พักตกแต่งสะอาดสะอ้าน แบบสมัยใหม่ ที่นี่พักได้ 3 คน ในราคา 7,000 บาท (ไม่มีอาหารเช้า)

 


เข้าถึงที่พัก และจอดรถเรียบร้อยแล้ว เราก็เดินเข้าสู่ใจกลางเมือง (Downtown Reykjavik) ระยะทางประมาณ 2 กม. ผ่านร้านอบขนมปังกลิ่นฉุย และผ่านโรงละคร Harpa รูปทรงอาคารเหมือนรังผึ้ง ที่ตั้งอยู่ริมน้ำ

เมื่อเข้าสู่ใจกลางเมือง ฉันจะอธิบายอย่างไรดีกับเมืองหลวงของไอซ์แลนด์ ให้คุณเห็น? มันเป็นเมืองเหมือนหมู่บ้านริมทะเลชาวประมงที่ใหญ่หน่อย แต่ไม่เหมือนภาพของเมืองหลวงศูนย์กลางของประเทศ ที่จะต้องมีรัฐสภาขนาดใหญ่ ต้องมีมหาวิทยาลัย หรือมหาวิหารขนาดใหญ่

 


ทุกอย่างกระทัดรัด เหมือนกล่องสี่เหลี่ยม สร้างง่ายๆ เหมือนกับว่าลมพัดหนักมาอย่างแรก วันต่อมา ชาวเมืองก็พร้อมจะสร้างเมืองได้ใหม่ทันที

ถนนชอปปิ้งนั้นอาจเหมือนทุกเมืองในยุโรป มีร้านกินดื่ม มีโรงแรม มีร้านขายของที่ระลึก ถ้าจะมองหาอะไรที่เป็นไอซ์แลนด์แท้ๆ ก็จะพวกเสื้อวูล์ฟขนสัตว์ตัวละหมื่นบาท เครื่องปั้นดินเผาที่ปั้นจากดินภูเขาไฟ และน้ำมันปลาจากปลาทะเล

 

 

โดยทุกอย่างที่ฉันบอกมานี้ ให้ย่อส่วนลงนิดนึง เพราะนี่คือเมืองหลวง ที่อยู่ใกล้ขั้วโลกเหนือมากที่สุด อะไรๆ ก็ต้องนำมาจากแผ่นดินใหญ่ การขนส่งของต้นทุนที่สำคัญ

ฉันเดินเตร็ดเตร่เร่ร่อน มาจนถึงโบสถ์ที่สำคัญที่สุดของประเทศ ชื่อ Hallgrimskirkja Church ยืนดูสิ่งที่สลับซับซ้อนที่สุดของชาวไอซ์แลนด์ แล้วก็ทึ่ง นี่คือ ใจกลางเมือง และจุดเริ่มต้นเที่ยวเมืองที่ดีที่สุด ภายในโบถส์มีลิฟท์ 74 เมตร ที่ขึ้นไปดูวิวที่สวยที่สุดของเมือง โบสถ์ใช้เวลาสร้างถึง 40 ปี และสร้างเพื่ออุทิศให้แก่นักกวีคน สำคัญของประเทศ สิ่งที่เด่นที่สุดคือออแกนที่มองจากด้านนอก ตัวอาคารก็ออกแบบให้เห็นออแกนขนาดยักษ์

 

 

   

ฉันได้เดินจนรอบเรยาวิค ได้เห็นเมืองหลวงที่คนทั่วโลก นิยมมาเที่ยวอย่างมากใน 3-4 ปี หลังมานี้ ไอซ์แลนด์เป็นจุดหมายปลายทางที่ฮิตที่สุดในโลก และมันเรียบง่ายที่สุดในโลก